SEO กับ Keyword ไทย

เมื่อซัก 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะนี้เวลา 15.23 ผมได้ลองทำอันดับใน keyword ง่ายๆ คือคำว่า SEO กับ Keyword ไทย โดยการใช้ของฟรีอย่าง Facebook เป็นตัวทำอันดับ โดยผมได้ทำการทำให้ Facebook ใน keyword ที่ผมทดลอง index ทันที ผลปรากฏว่าอันดับเป็นที่น่าพอใจมาก ตามภาพครับ

seo กับ keyword ไทย

 

จะเห็นได้จากภาพว่า อยู่อันดับที่ 6 ในหน้าแรกของ Google.co.th ถ้าเรามาวิเคราะห์กันให้ลึกกว่านั้นจะพบว่า อะไรทำให้ seo กับ keyword ไทย ที่ใช้ facebook ถึงทำอันดับได้ดีขนาดนี้ โดยปัจจัยหลักๆเลยก็คือ

1. ความยากง่ายของ keyword คำนี้

2. ความเป็น authority ของตัว Facebook เองที่มีค่ามากๆ

โดยส่วนตัวผมแล้วผมมองว่าเพียง 2 สิ่งนี้ก็ทำให้ “seo กับ keyword ไทย” ที่ใช้ Facebook ทำ ทะยานอยู่หน้าแรกในผลการค้นหาได้สบาย ที่นี้ถ้าเป็น Website ส่วนตัวหละ จะสามารถทำได้ไม๊ ผมว่าบทความนี้เป็นคำตอบให้ทุกท่านได้เป็นอย่างดีนะครับ ^^

 

Big Picture สิ่งที่เราจะเป็นในอนาคต

deckchair-343265_640คุณเคยคิดไหมครับว่าในอีก 10 20 30  หรือ 40 ปีข้างหน้า คุณอยากจะมีชีวิตแบบไหน อยากใช้ชีวิตยังไง ถ้ายัง คุณควรจะคิดได้แล้วครับ

คนกลุ่มนึงที่กระทำสิ่งใดสิ่งนึง แล้วล้มเลิกไปกลางทาง หรือพอทำไม่สำเร็จก็หยุดไป กับคนอีกกลุ่มนึง ที่ถึงแม้พวกเขาจะยังทำไม่สำเร็จในครั้งแรก แต่เขาก็ยังไม่หยุดที่จะทำ จนกระทั่ง ประสบความสำเร็จ คุณว่าคน 2 กลุ่มนี้ต่างกันอย่างไรครับ สำหรับผม ผมว่าคนกลุ่มแรกเขาไม่มีภาพในอนาคตครับว่า ถ้าทำสำเร็จแล้วเราจะได้อะไร ยกตัวอย่างเช่น พนักงานประจำที่อยากจะออกมาเป็นเจ้าของกิจการ ความคิดหลักๆ ส่วนมากคือ เบื่องานประจำ อยากมีอะไรทำเป็นของตัวเอง อยากมีเวลา ซึ่งความคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งผิดครับ แต่ถามว่าถูกไหมนั้น ผมว่าไม่ เพราะถ้าคุณออกมาแล้ว และได้ทำในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ว่าถ้ามันไม่สำเร็จหละครับ กิจการเจ๊ง ขาดทุนหรือประสบปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถทำต่อไปได้ คุณจะทำอย่างไร ทางออกในเรื่องนี้คือกลับไปทำงานประจำ จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ถูกตั้งแต่ความคิดตอนแรกของคุณแล้วครับ ผมจะยกอีกตัวอย่างนึงให้ดู พนักงานประจำอีกคนนึงมีความฝันว่า อีก 10 ปี เขาจะต้องมีบ้านกับรถ ให้ครอบครัวของเขาอยู่อย่างมีความสุข เขามองดูแล้วว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ช่วยให้เขาไปถึงภาพในอนาคตของเขาได้ เขาจึงตัดสินใจออกจากงานประจำ เพื่อพาตัวเองไปกระทำในสิ่งที่สามารถทำให้ภาพในอนาคตของเข้านั้นเป็นจริงได้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่สำเร็จ แต่ว่าเขายังมีภาพใหญ่ในอนาคต ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการทำงาน การดำเนินชีวิตของเขาไว้ เขาก็จะหาทางทำให้ภาพใหญ่ในอนาคตของเขาให้สำเร็จจนได้ พนักงานคนแรกต่างจากคนที่สองคือ เขาไม่มีภาพในอนาคตที่ตัวเขาอยากจะเป็นครับ พอสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันพังไป ก็เหมือนเรือที่ลอยอยู่ในทะเลแต่ไม่มีจุดหมาย ไม่ต่างกับชีวิตเราครับ เราควรมีที่จะมีภาพในชีวิตเราในอนาคตไว้ก่อนครับ แล้วมองว่าปัจจุบันที่เราเป็นอยู่สามารถทำให้ภาพของเราเป็นจริงได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วครับ ไม่อย่างนั้นภาพใหญ่ของคุณก็เป็นแค่ภาพในความคิด เพราะคุณไม่ลงมือวาดมันเสียที

แล้วตอนนี้คุณมีภาพใบใหญ่ของคุณหรือยังครับ

 

 

Subdomains VS Subdirectories และ ความต่าง

Subdomains-vs-Subfolders

บทความนี้ผมแปลมาจาก www.mattcutts.com/blog/subdomains-and-subdirectories หรือพูดง่ายๆก็คือเป็นบทความของ Matt Cutts หัวหน้าปราบปรามเว็บไซต์แนวสแปมของ Google นั้นเอง โดยพูดถึงเรื่องของ Subdomains และ Subdirectories (Subfolders และ Subcategories)  ลองอ่านกันดูครับ

มันเป็นเรื่องเสียเวลามากในการถกเถียงกับว่าจะเรียก URL ของ เว็บไวต์แบบ subdomain.example.com/subdirectory ว่าเป็นแบบ  Subdomains หรือ Subdirectories ถ้าหากคุณยังไม่เข้าใจเรื่องนี้หรือยังไม่แน่ใจ ลองดูที่ tutorial on the parts of a URL

ในกรณีที่คุณใส่เนื้อหาใน subdirectories คุณสามารถที่จะโยกย้านมันไปยัง subdirectories อื่นได้อย่างง่ายได้ ต่างกับแบบ subdomains ที่สามารถทำได้ยากกว่า ซึ่งตอนผมสร้าง blog ครั้งแรก ผมก็ใช้แบบ subdirectories ในการเขียน blog เหมือนกัน (mattcutts.com /blog/) ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดูง่ายที่สุด หรือจะดูตัวอย่างง่ายๆ เช่น

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (ปี 2007) Google ได้ใช้สิ่งที่เรียกว่า Host Crowding ในการเก็บผลการค้นหามาแสดง ซึ่งมันทำงานได้ดีมากในการแสดงผล 1-2 ผลลัพพธ์จากแต่ละ subdomains แต่เราก็ได้รับการแจ้งมาว่า ในผลลัพธ์การค้นหาบางประเภท ผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาแสดงผลลัพธ์ของ Domain นึงมากเกินไป (ex. url ของสินค้า amazon) ดังนั้นเราเลยเปลี่ยนวิธีจัดลำดับผลการค้นหาแบบใหม่ขึ้นมา

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผลลัพธ์การค้นหาทั้งหมด เนื่องจากถ้าคำค้นหานั้นเป็นคำที่เฉพาะจริงๆ เช่น IBM เราก็จะแสดงผลลัพธ์ของเว็บไซต์ ibm.com ใน 1 หน้ามากกว่าเว็บไซต์อื่น เนื่องจากเราคาดว่าผู้ใช้ที่ค้นหาคำว่า IBM น่าจะต้องการเรื่องที่เกี่ยวกับเวบไซต์ IBM จริงๆ ซึ่งจริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นมาได้ 2 อาทิตยืแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสงสัยสิ่งที่เกิดขึ้นเลย และเหตุผลเดียวที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูดคือ มีคนถามผมว่า Subdomains หรือ  Subdirectories ดีกว่ากัน

โดยส่วนตัวแล้วผมนิยมชอบใช้ subdirectories ในเว็บไซต์ผมมากกว่า ส่วน subdomains นั้นผมจะใช้ในกรณีที่เนื้อหาที่เราจะใส่ในเว็บไซต์ของเรานั้นแตกต่างจากเว็บไซต์หลักของเราโดยสิ้นเชิง อย่างเช่น google.com ก็ได้ใช้ subdomains ในการแยกความแตกต่างของผลิตภัณฑ์แต่ละตัวออกจากกันเช่น translate.google.com, news.google.com หรือ maps.google.com เป็นต้น ดังนั้นหากคุณเป็น นักทำเว็บไซต์หรือนักทำ SEO มือใหม่ ผมขอแนะนำให้ใช้ subdirectories จนกว่าคุณจะมั่นใจในโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นคุณน่าจะตัดสินใจได้แล้วว่าโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณแบบไหนที่เหมาะสำหรับเว็บไซต์ของคุณเอง

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับบทความแปลนี้ หวังว่าจะได้ idea ในการวางโครงสร้างเว็บไซต์ไปไม่มากก็น้อยนะครับ ถึงบทความนี่จะเก่าไปหน่อย แต่รับรองว่าใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยแน่นอน แล้วพบกันบทความหน้าครับ

ความสัมพันธ์ของเวลา

time

เวลาเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งรอบๆตัวของเราอย่างมาก เวลาไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ใช้อ้างอิง แต่เวลาเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ เรามักจะนำเรื่องราวต่างๆ มาเทียบกับเวลาหรือคิดว่าเวลาเป็นสิ่งสมมุติเพื่อใช้อ้างอิง ซึ่งความเป็นจริงแล้วเวลานั้นมีเอกภาพของตัวเอง เราต่างหากที่เอาตัวเองไปเทียบกับเวลา

เวลาสามารถเดินเร็วขึ้นหรือเดินช้าลงได้ โดยเรื่องนี้มีการพิสูจน์มาแล้วหลายครั้ง อย่างเช่นกรณีของการนำนาฬิกาอะตอมไปไว้ในตู้เย็น เมื่อผ่านไปสักช่วงนึงเราจะพบได้ว่า นาฬิกาอะตอมในตู้เย็นเดินช้ากว่านาฬิกาอะตอมนอกตู้เย็น หรือจะพูดถึงทฤษฏีสัมพันธภาพของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่มีใจความว่า หากเรายิ่งเดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงเท่าไหร่ เวลาก็จะเดินช้าลงเรื่อยๆ ลองสมมุติว่าเราได้ทำการทดลองกับฝาแฝดคู่นึง โดยทิ้งคนแรกไว้บนแรก และนำคนที่สองขึ้นไปในยานอวกาศซึ่งยานลำนั้นเคลื่อนที่โดยความเร็วเท่ากันแสง แล้วเคลื่อนที่โคจรโลกรอบเป็นเวลา 1 ปีค่อยกลับมายังโลก เราจะเห็นว่าแฝดคนที่อยู่บนโลกนั้นกลายเป็นคนแก่ไปแล้ว ส่วนคนบนยานลำนั้นอายุเพิ่งผ่านไป 1 ปีเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าเวลานั้นมีอยู่จริง

เวลากับตัวเรา ในบางครั้งตัวเราอาจรู้สึกว่าเวลาเดินช้า หรือเดินเร็วโดยตัวของเราเอง ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมหัศจรรย์ของเวลา แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกของเราเองล้วนๆ มนุษย์เรายังไม่มีอำนาจพอที่จะสามารถควบคุมเวลาได้ตามต้องการ (ถ้าหากทำได้คงมีเครื่องย้อนเวลาหรือ Time Machine ไปแล้ว) แต่มนุษย์มีอำนาจพอที่จะกำหนดหรือสะกดจิตใจตัวเองให้ไม่นึกถึงเรื่องของเวลาไปได้ ตัวอย่างบางกรณีเราจะเห็นได้จากเวลาเราตั้งใจทำงานชิ้นใดสักชิ้นนึงมากๆ หมกหมุ่นจนทำงานเสร็จ แต่พอเราเงยหน้ามาดูนาฬิกา ปรากฏว่าเวลานั้นได้ผ่านไปได้ไม่นานจากตอนเริ่มต้น หรืออีกกรณีนึงตอนเวลาเรากึ่งกลับกึ่งตืน เมื่อนาฬิกาปลุกดัง เราลุกขึ้นมากดมันหยุดไว้ชั่วขณะแล้วงีบหลับต่อ หลังจากนั้นนาฬิกาปลุกได้ดังอีกครั้ง เรารู้สึกได้ว่าเวลาที่เราได้งีบไปนั้นนานมาก ซึ้งแท้จริงแล้วเวลาได้ผ่านไปเพียง 5 นาทีเท่านั้นเอง

 

จอมยุทธพเนจร

นานมากแล้วมีจอมยุทธฝึกหัดคนนึง ได้ออกเดินทางฝึกวิทยายุทธ หวังว่าจะเป็นหนึ่งในเจ้ายุทธภพในซักวัน เขาเลยได้เดินทางเสาะแสวงหาสุดยอดวิชาจากสำนักต่างๆเพื่อฝึกปรือฝีมือ สำนักแรกที่จอมยุทธผู้นั้นได้ลองคือสำนัก “แอด เอน เซ” เนื่องจากได้ไปเห็นปรมาจารย์ของสำนัก แอด เอน เซ แสดงกระบวนท่า “หมื่นดัชนีตำลึงทอง” เข้าให้ เขาเลยได้เริ่มฝึกกระบวนท่าของสำนัก แอด เอน เซ ไปซักพักก็พบว่า กระบวนท่าของสำนัก แอน เอน เซ ช่างไม่ดุดันเสียนี่กระไร ท่านปรมาจารย์คงบอกเคล็ดลับให้ไม่หมดเป็นแน่แท้ เขาเลยแอบปรีกตัวของจากสำนัก แอด เอน เซ ไปอย่างเงียบๆ จนมาวันนึง เขาก็ได้ไปพบกับสำนักแห่งใหม่ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายนามว่า “อะ หม่า ซอน” พอไปถึงสำนักก็เห็นปรมาจารย์ทางด้านนี้หลายคนแสดงกระบวนท่า “หมื่นตำลึงหมัดเมา”  แล้วก็เห็นลูกศิษย์ของสำนัก อะ หม่า ซอน หลายคนสำเร็จวิชา “พันตำลึงหมัดเมา” กันอย่างล้นหลาม จอมยุทธผู้นี้จึงฝึกวิชาอยู่ที่สำนักแหน่งนี้ ซึ่งผ่านไปเพลานึง เขาก็สำเร็จวิชา “ร้อยตำลึงหมัดเมา” แต่กระนั้นเองมีข่าวแว่วมาว่า สำนัก “เป๊ะ เด๊ะ โล้ว” สำนัก “วิ ลิ” สำนัก “โป๊ ป้า เล้ว” และสำนัก “เป๊ะ ซัก โต้ว” นั้นมีคนสำเร็จวิชา “พันตำลึงพายุวิหก” กันได้อย่างง่ายได้ พอได้ยินดังนั้นจอมยุทธผู้ซึ่งพึ่งสำเร็จวิชา ร้อยตำลึงหมัดเมาก็ลาออกจากสำนัก พร้อมร่ำลาเพื่อนร่วมสำนักและกล่าวว่า

“พวกเจ้าหนะ ฝึกต่อไปที่นี้อีกสิบปี ก็ไม่มีทางสำเร็จสุดยอดวิชา หมื่นตำลึงหมัดเมาไปได้หรอก ข้าไม่อยากจมปลักกับพวกเจ้า ข้าขอลา”

ss (2557-05-04 at 04.36.23)

แล้วจอมยุทธฝึกหัดผู้นี้ก็เดินจากไป พอเวลาผ่านไปแรมปีปรากฏว่า จอมยุทธฝึกหัดผู้นี้สามารถใช้กระบวนท่าด้ของทุกสำนักวิชา แต่ทว่า กระบวนท่าที่แสดงออกมานั้นช่างไร้พลังเสียนี่ แม้แต่จะสู้กับปีศาจ “เงิ้น ช๊น เดื้อน” ที่อ่อนแอ่ที่สุดก็ยังทำไม่ได้ ทำให้จอมยุทธผู้นี้หมดความมั่นใจในการฝึกวิชาเพื่อจะเป็นเจ้ายุทธภพเป็นอย่างมาก จึงได้ไปพำนักพักที่ริมลำธารแห่งนึง พอนั่งคล้อยจะหลับ ปรากฏว่าเขาได้เจอเพื่อนร่วมสำนัก “อะ หม่า ซอน” ที่เขาจากลามา จึงได้มีการพูดคุยกัน มันทำให้เขาทราบว่า เพื่อนร่วมสำนักผู้นี้ได้สำเร็จวิชาในระดับ พันตำลึงหมัดเมาแล้ว แล้วทำให้เขาเกิดความละอายต่อเพื่อนของเขามากที่เขายังไปได้ไม่ถึงไหน เขาเลยกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ตามเพื่อนเขาไปฝึกวิชาที่สำนัก อะ หม่า ซอน เหมือนเดิม จนเวลาผ่านไปแรมปี เขาก็สามารถสำเร็จวิชา พันตำลึงหมัดเมาได้ และพอตอนท้ายที่สุด เขาก็สำเร็จวิชา หมื่นตำลึงหมัดเมาและได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในเจ้ายุทธภพคนนึง และนั้นเองทำให้เขาค้นพบว่า

“การจะเป็นเจ้ายุทธภพนั้น ไม่ได้จำเป็นต้องเก่งทุกกระบวนท่าวิชาของทุกสำนัก แต่ขอเพียงแค่ฝึกปรือกระบวนท่าเดียวจนช่ำชอง แม้จะเจอกับกระบวนท่าวิชาของสำนักใดเราก็สามารถรับมือได้อย่างสูสี” 

ss (2557-05-04 at 04.38.15)

ท่านผู้อ่านว่า เรื่องจอมยุทธพเนจร ต้องการจะสอนอะไรเราครับ ลองไปคิดกันดู

1 เดือนครึ่ง จาก 0 ถึง ? กับ Admob

จริงๆแล้วผมเริ่มทำ Mobile Apps มาประมาณ 3 เดือนครึ่งได้ (เริ่มส่ง Apps วันแรก 17/12/56) เริ่มจากได้วันละ $0 – $3 มาเป็นระยะเวลาเกือบๆ 2 อาทิตย์ (ทำแบบไม่ได้วิเคราะห์อะไรเท่าไหร่ อยากทำ Apps ไหนก็ทำ) จนในที่สุดรายได้มันน้อยจึงหันมาทำ Apps แบบสายดำอยู่ราวๆ 2 อาทิตย์ จากวันละ $x ก็ขยับมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันระ $x0 แต่ก็โดน Play Store เเบนจนได้ เพราะทำสายดำ TM นั้นเอง (Admob ยังอยู่ดี) จนหยุดทำไปราวๆ อาทิตย์นึง หลังจากนั้นเริ่มทำใหม่ ทำแบบใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น แล้วก็ได้คำแนะนำมาจาก ท่านจอมมารกระดุ๊กกระดิ๊ก สุดยอดปรมาจารย์สายดำแห่งยุค กับ Gabriel Machuret ที่ฟังแล้วน่าสนใจมาประกอบขึ้นเป็นวิทยายุทธตนเอง ตอนกลับมาทำใหม่ผมเริ่มส่ง Apps วันที่ 16/2/57 เริ่มใหม่จาก 0 จนปัจจุบันก็ตามภาพ (เอาภาพออกแล้วนะครับ)

 

 

จริงๆแล้วรายได้หรือยอดของผมขี้มดมากๆ เมื่อเทียบกับเทพๆหลายคน เอาไว้ซักวันผมจะตามไปให้ถึง ($x,xxx++)

ที่เอามาให้ดูนี้ไม่ได้ให้ตาลุกวาว แต่ผมต้องการจะสื่อว่า ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ใช้สติในการทำงานและเชื่อว่าเราทำได้ ความสำเร็จไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน แล้วพบกันใหม่ครับ

การออกแบบ Template เว็บปั่น

How-we-should-properly-do-onpage-SEO

หลังๆมาผมไม่ค่อยได้พูดถึงการปั่นเว็บซักเท่าไหร่ เพราะสำหรับผมถือว่าอยู่ตัวในระดับนึงแล้วครับ ทุกๆอย่างก็เหมือนเดิมในการทำ Ranking ใน Google มีปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อยตามสภาพของ Algorithm ในเวลานั้นๆ ในโพสนี้ผมจะลองทำ Template เวบปั่น แบบง่ายๆ ให้ชมกัน แต่ผมจะให้ท่านๆ แกะกันเอาเองนะครับ เพื่อความสนุก ^^

การทำ Template เวบปั่นแบบง่ายๆ

จริงๆแล้ว มันก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่หรอกครับ Spin Content + Keyword Density ที่เหมาะสม + SEO onpage แบบมาตรฐาน อ้อลืมบอกไป ในที่นี้หมายถึงใช้ WordPress ในการปั่นนะครับ ถ้าทำตามที่ผมว่าเวบปั่นของท่านก็จะได้ Ranking ที่ดีในระดับนึง เป็นการนึกถึง Factor ของการทำ Template เวบปั่น แบบง่ายๆครับ

ท้ายที่สุด

การทำอันดับใน Google ก็ยังคงใช้ปัจจัยเดิมๆ ในการทำอันดับ ตราบใดที่ท่านมี Backlink ที่แข็งแกร่ง ก็จะทำอันดับได้ดีกว่า เวบที่ไม่มี Backlink อยู่แล้วครับ ถึงแม้ว่าในเวบที่มี Backlink จะ copy content มา หรือไม่ได้ใส่ content เลยก็ตาม

จบแล้วนะครับในการทำ Template เวบปั่น แบบง่ายๆ ตาดีได้ ตาร้ายเสียนะครับ ^^

เติมไฟให้ชีวิต

ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงมีความฝัน ความฝันในชีวิตของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนก็ได้ทำตามฝันของตัวเอง บางคนก็ได้แต่ฝันไปวันๆ แต่ที่แย่กว่าคือบางคนกลับลืมความฝันของตัวเอง ซึ่งจริงๆแล้วเขาอาจไม่ได้ตั้งใจลืม แต่อาจเพราะไม่มีเวลาได้ทบทวนความฝันของเขาเองมากกว่า   โดยทั่วไปแล้วมนุษย์วัยทำงานมักจะมีเวลาได้พักผ่อนน้อยมาก บางคนทำงาน 5 วัน บางคนทำงาน 6 วัน และบางส่วนยังทำงานถึง 7 วัน แทบไม่มีเวลาได้พักเลย พอไม่มีเวลาได้พัก ความฝันก็ค่อยๆจางไป หรือถ้าฝันของเขาเหล่านั้นใหญ่มาก ก็จะทำให้เกิดความรู้สึก “ท้อ” ที่จะทำตาม “ฝัน” ตัวเอง เพราะยิ่งทำเหมือนฝันยิ่งไกลออกไปทุกที ถ้าเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นกับตัวของคุณ ผมว่าได้เวลามาเติมไฟให้ชีวิตคุณกันแล้วหละ

สิ่งที่สำคัญเลยคือ คิด พิจารณาว่า สภาวะที่คุณเป็นอยู่ อะไร ทำให้ฝันของคุณไม่มีทางเป็นจริง หรือเป็นไปได้ยาก หามันให้เจอ แล้วเปลี่ยนจัดการกับมันซะ หรือถ้ามันทำได้ยาก คุณต้องหาทางออกให้กับตัวคุณเองว่า “คุณ” จะปรับเปลี่ยน “มุมมอง” ที่มีต่อสิ่งนั้นให้เป็นไปในทางบวกได้ “อย่างไร” ผมเชื่อว่าถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่ทำให้เราท้อ เราแย่ ไปในทางบวก ความรู้สึกเหล่านั้นจะค่อยๆ หมดไปเอง แล้วที่นี้การทำตามความฝันของคุณก็จะง่ายขึ้น หรือ เมื่อคุณพิจารณาอย่างดีแล้วว่า สิ่งเหล่าดังกล่าว “ไม่มี” นั้นอาจเป็นเพราะ คุณกำลังติดอยู่ในสภาวะเบื่อ หรือชินชา หรือกำลังหรือสึกสบายกับสภาพที่เป็นอยู่ ความหมายของมันคือ คุณไม่ได้ที่จะต้องดิ้นรนหาเรื่องลำบากให้ตัวเอง เพราะทุกวันนี้คุณก็สบายอยู่แล้ว แต่รู้ไหมครับว่า นั้นคือ “กับดัก” ที่จะพาชีวิตคุณ “จมปลัก” อยู่แค่นั้น สำหรับผมวิธีแก้เรื่องนี้คือ มองหา “แรงบันดาล” ใจใหม่ๆเสมอๆ อาจเป็น ดูหนังที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ หรือออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ออกไปนั่งพักผ่อนตามร้านกาแฟ หาหนังสือดีๆ อ่านสักเล่ม หรือฟังบรรยายที่จะปลุกพลังในตัวเราดีๆ ซักเรื่องนึง ผมว่ามันช่วยได้มากทีเดียวครับ

ไฟในการดำเนินชีวิตสำคัญนะครับ อย่าให้มันมอดลงง่ายๆ เพราะถ้ามันมอดเมื่อไหร่ คุณก็จะมองไม่เห็นทางข้างหน้า กลายเป็นเพียง “คนหลงทาง”

432916-topic-0

1 เดือนครึ่งกับ Android App และ Admob

รายได้ Admob

 

วันนี้มีเวลาว่างๆจากการทำงาน (ที่ปกติก็ไม่ค่อยจะได้ทำอะไรเท่าไหร่) มาให้ดูกันครับ ขอไม่แสดงตัวเลขนะครับ ให้ดูแต่กราฟพอ จากกราฟข้างบนจะเห็นได้ว่า ยอดด้านซ้ายพุ่งสูงมาก แล้วอยู่ดีๆ ก็กระโดดลงเหวซะงั้น ตรงนี้เนื่องจากผมตั้งใจทำผิดกฏ Play store ครับ เลยโดนลบ Account ทำให้ยอดใน Admob ตกเหวแบบนั้น แต่สิ่งที่พิเศษมากๆ ของการทำ App ก็คือ ถึง App เราจะหายจาก Store ไปแล้ว แต่ไม่ได้หายจากเครื่องของคนที่โหลดครับ นั้นหมายความว่า ตราบใดที่ App ยังอยู่ในเครื่องของคนโหลด และเขาเปิดใช้งาน App เรา เราก็ยังจะสามารถทำเงินจาก App นั้นๆ ได้ครับ พิสูจน์จากกราฟผมได้เลย รายได้ไม่เคยตกลงไปที่เส้น 0 ครับ เยี่ยมไหมหละครับ ส่วนตอนนี้รายได้เริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้ทำผิดกฏแล้วครับ เดี๋ยวเอาไว้ถ้ากราฟทะลุอันเก่าแล้วจะมาแปะให้ดูกันใหม่ ลองศึกษาข้อมูบการทำกันดูครับ ผมว่าใช้ทุนน้อยกำไรหนักทีเดียว แล้วไว้เจอกันในบทความถัดไปครับ

Mobile Apps อีกหนึ่งหนทางทำเงินที่น่าลอง

ไม่ค่อยได้อัพเดตเรื่องงานซะนานเลยนะครับ วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องของ Mobile Apps

ก็อย่างที่ทราบกันดีนะครับ ว่าการใช้งาน Smartphone และ tablet นั้น มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นในทุกที่ๆ ปี และความต้องการของผู้บริโภคนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีคนประสบความสำเร็จจากการทำ Apps เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในจำนวนที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งหลักๆแล้ว จะแบ่งค่ายยักษ์ใหญ่ออกเป็นสองค่ายคือทาง Play store ของทางฝั่ง Android และ App Store ทางฝั่ง ios  ซึ่งเราสามารถทำ Apps ส่งไปทั้งสองที่ได้ โดยค่าใช้จ่ายก็คือ Play store $25 จ่ายครั้งเดียวตลอดชีพ ส่วนทางฝั่ง App Store คือรายปี ปีละ $99

ความแตกต่างระหว่าง Play store และ App store นั้นมีมากทีเดียวครับ ไว้คราวหลังจะมาบอก ทีนี้เราจะแบ่งรายได้จากการทำ Apps ได้คร่าวๆ ดังนี้นะครับ

  • จากการขาย Apps
  • จากค่าโฆษณา
  • จาก In-app purchase หรือซื้อของภายใน Apps นะครับ  ที่เห็นได้ชัดเลยคือ Apps จำพวกเกม

หลักก็มีประมาณนี้นะครับ สำหรับผู้เริ่มต้นแบบง่ายที่สุดเลยก็คือการหารายได้จากค่าโฆษณานะครับ โดยการนำแบนเนอร์ไปติด ซึ่ง Ads Network ก็มีหลายเจ้าให้เลือก แต่ขอแนะนำ admob ครับ เพราะเป็นที่นิยมครับ แล้วก็เรื่องของ fill rate ที่ค่อนข้างดี สมัครได้ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.admob.com/ ลองเล่นกันดูนะครับ

ไว้คราวหน้าจะมาอัพเดตใหม่นะครับ ผมว่าตลาดมันยังกว้างอีกเยอะเลยทีเดียว