ปี 2014 สิ่งที่ได้มาและ สิ่งที่เสียไป

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของปี 2014 นะครับ มาดูกันดีกว่าปีนี้ผมได้ทำอะไรไปบ้าง

มกราคม
– เดือนนี้เป็นเดือนเริ่มต้นของปี เดือนแรกก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายครับ Amazon และ Prosperent ยังคงเป็นรายได้หลักของผมอยู่ เดือนนี้กำลังหัดทำ Mobile Apps อยู่ครับ ยังทำได้ไม่ถึงไหน ก็เริ่มท้อที่จะทำครับ ตอนแรกว่าจะหยุดทำเดือนนี้แล้ว แต่ก็ยังมีแรงใจทำต่อครับ เนื่องจากมีพี่คอยให้กำลังใจ

กุมภาพันธ์
– เดือนที่ 2 ของปีก็ยังไม่ได้ทำอะไรมากครับ Amazon ยังคงเป็นรายได้หลักของผมอยู่ แต่ว่าเดือนนี้ Mobile Apps(TM) ก็ทำรายได้ได้พอสมควรครับ แต่สุดท้ายก็โดนแบนหายวับไป แต่พอเริ่มเข้าใจหลักการแล้วครับว่าทำอย่างไรถึงทำเงินได้สำหรับ Mobile Apps

มีนาคม
– เดือนนี้ได้ไปสัมนา ASO – Crush The App Store ทำให้ตอกย้ำสิ่งที่เข้าใจในเดือนที่แล้วจากการทำ Mobile Apps ว่าเราเข้าใจถูกแล้ว ตาคนสัมนากับเราคิดไปในทางเดียวกันทำให้ได้รับความมั่นใจเพิ่มขึ้น สำหรับเดือนนี้รายได้จาก Mobile Apps สามารถขึ้นมาเท่ากับรายได้จาก Amazon ได้แล้ว อีกทั้งเดือนนี้ยังได้เพื่อนที่ห่างหายกันไปงานมาร่วมทำงานด้วย ทำให้งานดูมีสีสันมากขึ้น

เมษายน
– Mobile App รายได้แซง Amazon ในที่สุด เดือนนี้เหนื่อยตรงที่มีงานนอกเข้ามาด้วย แต่ก็ดีครับ ทำหลายๆอย่างไม่จำเจ

พฤษภาคม
– รายได้จาก Mobile App ทิ้งห่าง Amazon ไปเรื่อยๆ ทำให้ เนื้องานตั้งแต่เดือนนี้เน้นไปที่ Mobile App เป็น Main หลัก

มิถุนายน
– ได้ไปสัมนางาน Affiliate ที่ธนาคารกรุงเทพที่ไม่ได้จัดมานานแล้วทำให้เจอผู้คนมากมาย เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ในวงการ im มากหน้าหลายตา มึนงงไปหมดเลยครับ 55+ เดือนนี้ Focus ไปที่ Mobile App เป็นรายได้หลัก เดือนนี้ได้เพื่อนที่ห่างหายกันไปนานอีก 1 คนมานั่งทำงานด้วยครับ ทำให้การทำงานดูมีอะไรมากขึ้น

กรกฎาคม
– ได้ไปร่วมเข้า Appxygen Camp แบบงงๆ งานนี้ต้องขอบคุณเฮียก๊วงด้วยนะครับที่ให้ผมไปด้วย ได้ไปเจอเพื่อนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดในการทำงานด้านเดียวกัน และได้ไปเที่ยว สนุกดีครับ ตอนนี้ Mobile App รายได้ทิ้งห่างรายได้จาก Amazon ไปเกิน 5 เท่าแล้ว

สิงหาคม
– เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการสร้างระบบครับ งานทุกอย่างที่เคยทำเองแทบไม่ได้ทำแล้วเนื่องจากมีทีมที่มาทำงานแทนให้หมด พร้อมทั้งมีคนคอยดูแลทีม 2 คน ทำให้เดือนนี้มีเวลาไปศึกษาอย่างอื่นเพิ่มเติมพอสมควรครับ

กันยายน
– เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความยากลำบากครับ จะเห็นได้มาผ่านมา 8 เดือนผมแทบไม่มีเรื่องแย่ๆเลย แต่เดือนนี้คุณพ่อผมล้มป่วยครับ เนื่องด้วยสาเหตุของโรคไตวายเฉียบพลัน ทำให้เดือนนี้ทั้งเดือนมีแต่โรงพยาบาลกับบ้านครับ งานผมแทบไม่ได้แตะเลย แต่โชคดีที่เดือนที่แล้วทำระบบไว้แล้วเลยไม่กระทบอะไรมากมาย

ตุลาคม
– ยังคงเข้าออกโรงพยาบาล บ้าน ศูนย์ฟอกไตเป็นว่าเล่นครับ แต่อาการของคุณพ่อดีขึ้น ทำให้ใจชื่นขึ้นมา เรื่องงานก็ยังเรื่อยๆนะครับ Mobile App เป็น Port 90% ของรายได้ Amazon เหลือแค่ 9%

พฤศจิกายน
– เดือนนี้คุณพ่ออาการดีขึ้นมากๆ แล้วแต่ก็มีบางครั้งที่ยังมีอาการผิดปกติบ้าง แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงมากครับ เดือนนี้รายได้ Mobile App กระโดดไปไกลมากๆ เกินที่คิดไว้เยอะเลยครับ ส่วน Black Friday ปีนี้ผมก็ทำนะครับ ทั้ง Amazon และ Viglink แต่ไม่ได้จริงจังมากเลยได้มาพอค่าขนมครับ แต่เดือนนี้ Viglink ได้แบนคนไทยครับ แต่ผมก็ไม่ได้อะไรมากเนื่องจากช่วงหลังไม่ได้ทำครับ เดือนนี้ได้เริ่มทำตลาดใหม่ๆ ที่เป็นรายได้ในระยะยาวมากขึ้นด้วยครับ แล้วก็ได้คนมาใช้ชีวิตด้วยกัน ทำให้มีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นมากเลยครับ ^^

ธันวาคม
– เดือนสุดท้ายของปี เป็นเดือนที่ทั้งดีและแย่ครับ ที่ดีคือรายได้ที่ได้มาเดือนนี้สูงสุดเท่าที่เคยทำ im มาครับ แต่มาวันคริสต์มาส ผมก็ต้องบอกลา Admob ของตัวเองครับ เนื่องจากรายได้กระโดดจากวันปกติไปสองเกือบสามเท่าทำให้ต้องมีอันลากันไป กับรายได้เจ็ดหลัก เครียดนะครับ แต่มีคนคอยให้กำลังใจและก็ทำไว้หลายตะกร้าเลยไม่เครียดมากครับ

สรุป
      ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว shadowalice.com/ปี-2013-สิ่งที่ได้มา-และ-สิ่ง/ ปีนี้เป็นปีที่ดีมากจริงๆครับทั้งปี ผมยินดีอย่างมากกับเรื่องราวภายในปีนี้ ถึงจะมีเรื่องแย่ๆบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกดีๆหมดไป หวังว่าในปี 2015 จะเป็นแบบเดิมอีกนะครับ ถ้าดีกว่าเดิมได้ก็จะยิ่งดีครับ สุดท้ายนี้ผมขอฝากอะไรไว้เล็กน้อยนะครับสำหรับปี 2014

“ทำงานคนเดียวมันก็ดีนะครับ แต่เหนื่อย ลองมาสร้างระบบในการทำงานกันครับ แล้วเอาคนมาใส่ในระบบ ลองคิดดูนะครับ ถ้าวันนึงไม่มีตัวเราอยู่แล้ว งานไม่เดิน รายได้ไม่มี แต่ถ้ามีระบบงานงานก็ยังดำเนินต่อไปได้ มันจะยอดเยี่ยมขนาดไหน แล้วทำให้เรามีเวลาไปทำงานอื่นๆ ไปสร้างระบบอื่นๆให้คอยสร้างรายได้ให้เราได้อีกมากมายเลยนะครับ แล้วเรื่อง Multiple Stream Income(รายได้หลายทาง) ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ” 

flowchart

Top Publisher . . . Best Serve (Admob)

ว่ากันด้วยเรื่อง Admob นะครับ เคยสังเกตกันไหมครับว่า ทำไม Impression เราสูงขึ้นเรื่อยๆ เนี่ย RPM หรือ ECPM รวมถึง Fill Rate ก็จะเพิ่มตามไปด้วย ลองเปิดมาเทียบดูก็ได้ครับว่าผมพูดจริงไหม ทราบไหมครับว่าอะไรคือสาเหตุ ลองมาดูกรณีนี้กันครับ

priority

 

ว่ากันด้วยเรื่องของ Priority Queue

จริงๆ เรื่องนี้เข้าใจไม่ยากครับ คืออะไรสำคัญกว่า จะได้รับการบริการที่ดีก่อน  จากรูปเราจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยคนแรกเจ็บหนักที่สุดดังนั้นเขาจึงได้รับการบริการที่ก่อนคนอื่น ถ้าเราเทียบเคียงกรณีนี้กับ Admob เราจะเห็นได้ว่า ยิ่ง Impression + CTR ของเราดีเท่าไหร่ แปลว่า Traffic เรามีคุณภาพ Admob ก็อยากที่จะเป็น Partner กับเราต่อไป จริงๆ ผมว่า Ads Network ทุกๆตัว ก็น่าจะใช้เงื่อนไขการ Processing แบบนี้เหมือนๆ กัน ที่นี้เราจะทำอย่างไรดี ก็ง่ายๆครับ เพิ่ม Impression ให้สูงๆ กับทำ CTR ให้ได้ % สูงๆ เราก็จะได้ Ads ที่ดีมาแสดง  หลักการมีแค่นี้ครับ ที่เหลือก็ไปคิดกันต่อเอา จริงๆ ในกรณีนี้ผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียวนะครับ ลองอ่านดูในบอร์ดของเมืองนอกเขาก็คิดแบบเดียวกัน ลองตามไปอ่านกันดูครับ http://forums.makingmoneywithandroid.com/advertising-networks/1393-how-can-i-improve-my-admob-implementation-ecpm-so-low.html

ลองเอาไปปรับกันดูครับ

Black Friday 2014 เทศกาลทำเงินของเหล่า Internet Marketing

ในปีนี้สำหรับผม ผมรู้สึกเวลาผ่านไปไวมาก ตั้งแต่ช่วง Black Friday ปีที่แล้ว มาช่วงต้นปีที่เริ่มรู้จัก Mobile Apps มาถึงกลางปีที่ทุกอย่างดูไปได้สวยในตอนนี้ เหมือนแค่ช่วงอึดใจเดียวจริงๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้เองดูเหมือน Mobile Apps จะได้รับความสนใจจาก Internet Marketing ในเมืองไทยอย่างมาก เนื่องจากกำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้นและยังสามารถทำเงินได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วเราก็ยังพึ่ง Google เป็นหลักอยู่ดี ไม่ว่าจะทำ Website หรือ Android Apps เรายังคงต้องอาศัย Algorithm เจ้าอารมณ์ของ Google ในการทำ Ranking ที่ดีในผลการค้นหาเช่นกัน

Black-Friday-photography-deals

เกรินมาซะยาว จริงๆแล้วผมยังมองว่า ในเวลานี้ยังไงตอน Black Friday ผมยังยกให้ Amazon เป็นอันดับ 1 ในเรื่องของความง่ายในการทำเงินช่วงสิ้นปีสำหรับนักทำ Website ไม่ว่าจะปั่น ปั้น หรือสายขาวก็ตาม ลองลงมาก็อาจเป็นตลายที่หลายคนชื่นชอบทั้ง Payday loan หรือในส่วนของร้านค้าเจ้าอื่นๆที่อยู่ใน Affiliate Network ที่คนไทยนิยมกันดีอย่าง Viglink และ Prosperent ที่ค่อนข้างมั่นใจว่าได้เงินแน่ๆ


amazon-logo-2 prosperent-logo-whiteAndroid_robot.svg
สำหรับตัวผมเองสิ้นปีนี้ผมตั้งใจจะทำทั้ง Amazon ที่เป็นถนนคนกล้า และ Prosperent เจ้าพ่อคืนของ รวมถึง Mobile Apps ด้วยเช่นกัน ในมุมมองของผมคิดว่า Traffic จาก Mobile Apps. เชิงปริมาณนั้นมีปริมาณมหาศาลมากถ้าเทียบกัน 1 ต่อ 1 หน่วยกับ Website เชิงปริมาณ ลองจินตนาการดูว่าถ้าเราสามารถนำ Traffic Mobile Apps มา Convert ได้มากกว่าค่า Ads. เราจะมีรายได้ขนาดไหน ผมว่าน่าสนใจทีเดียวครับ แต่ในส่วนของ Website เชิงปริมาณก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

โดยรวมๆแล้วส่วนตัวผมคิดว่า ปีนี้น่าจะเป็นโอกาสอันดีทีเดียวในการทำ Website เชิงปริมาณ เนื่องด้วยความสนใจของคนส่วนใหญ่ตอนนี้มีไปทาง Mobile Apps. มากกว่า ยังไงก็วางแผนดีๆนะครับ ในปีนี้ผมค่อนข้างพร้อมทีเดียว

ขอให้โชคดีกับ Black Friday 2014 แล้วพบกันในบทความหน้าครับ

เมื่อความต้องการไปให้ถึงเป้าหมายมีมากเป็นทวีคูณ

“เมื่เป้าหมายอเราเริ่มรู้สึกว่าเราอยากที่จะเข้าใกล้กับสิ่งที่เราฝันไว้เร็วเท่าไหร่ เรากลับยิ่งถอยห่างออกมา”

ในช่วงนี้จะเห็นผมหายหน้าหายตาไปสักพักเนื่องจากมีภารกิจสำคัญกำลังรอยู่ นั้นคือการทำตามเป้าหมายหลักของตัวเอง ในความจริงแล้วผมได้วางแผนเรื่องเป้าหมายของผมพร้อมทั้งระยะเวลาในการที่จะทำมันให้สำเร็จไว้เรียบร้อยแล้ว นั้นก็คืออีกประมาณสองปีนับจากนี้ แต่ ณ ขณะช่วงเวลานึง ผมได้รู้สึกว่ามันช้าไป ผมยังสามารถเร่งมันขึ้นมาได้ไวกว่านี้อีกหลายเท่า ถ้าใครมาเห็นการทำงานของผมช่วงก่อนหน้านี้จะเข้าใจว่าทำไม เนื่องจากในแต่ละวันผมใช้เวลาในการทำงานน้อยมาก บางวันแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็ยังมีรายได้เข้ามาพอประมาณ

ณ จุดนี้เอง ผมตระหนักถึงวงกลมวงใหญ่มากที่ที่ผมได้ยืนอยู่ใจกลาง และมองไปไม่เห็นเส้นรอบวงกำลังล้อมผมอยู่ พอผมตระหนักนึกได้แล้วทำให้เกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า อยากจะลองก้าวข้ามเส้นรอบวงของวงกลมที่รอบผมอยู่อีกสักครั้งนึง ซึ่งผมจำได้ลางๆ ว่าในอดีต ผมเคยก้าวข้ามเส้นรอบวงทำนองนี้มาแล้วครั้งนึง แต่ในตอนนั้นเส้นรอบวงที่ล้อมรอบวงอยู่นั้นมันเด่นชัดมาก เลยไม่ยากเท่าไหร่ที่จะข้ามมันออกมา ต่างจากในตอนนี้ ผมมองไม่เห็นแม้กระทั่งเส้นที่ผมคิดว่าผมต้องข้าม ด้วยความรู้สึกแบบนี้แล้วถ้าผมมัวแต่เดินต่อไปอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าผมจะได้ข้ามเส้นเส้นนั้นเมื่อไหร่ เหมือนกับการที่เราปล่อยยานอวกาศเพื่อหาเส้นขอบของจักรวาล ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เราจะเจอขอบ สิ่งจริงๆแล้วขอบสมมุติที่ให้ก้าวผ่านนั้นมันอาจไม่มีอยู่จริงเลยก็ได้ แต่แล้วยังไงหละ ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ เราไม่มีทางเจอ หรืออาจเจอมันเมื่อตอนสายไปแล้ว แต่ในทางกลับกันถ้าเราออกวิ่งตั้งแต่ต้นยังไงก็เร็วกว่าเดิน ในขณะนี้ตัวผมเองมีความรู้สึกว่าผมต้องก้าวข้ามอะไรบางอย่างไป การทำตามเป้าหมายใน 2 ปี กลับกลายมาเหลือแค่ 1 ปี หรือไม่กี่เดือน ถ้าผมยังเดินอยู่ผมทำไม่ได้แน่ ดังนั้นผมต้องเริ่มออกวิ่งเสียที เป็นบริบทปฏิเสธกับประโยคข้างต้นอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นแล้วถ้าเห็นผมหายไปบ้างไม่ต้องตกใจ เพราะ “ผมวิ่งอยู่ข้างหน้าคุณ” 

ในเวลานี้เอง ผมตั้งใจที่จะทำงานหนักขึ้นเพื่อให้เป้าหมายขยับเข้ามาไวขึ้น ในความจริงแล้วผมแทบไม่ได้กำหนดเวลาอีกเลย เนื่องจากถ้าเป็นไปได้ ผมอยากถึงเป้าหมายของผมเดี๋ยวนี้ ดังนั้นผมวิ่งสุดแรงแน่นอน แล้วพบกันที่เส้นชัยครับ

SEO กับ Keyword ไทย

เมื่อซัก 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะนี้เวลา 15.23 ผมได้ลองทำอันดับใน keyword ง่ายๆ คือคำว่า SEO กับ Keyword ไทย โดยการใช้ของฟรีอย่าง Facebook เป็นตัวทำอันดับ โดยผมได้ทำการทำให้ Facebook ใน keyword ที่ผมทดลอง index ทันที ผลปรากฏว่าอันดับเป็นที่น่าพอใจมาก ตามภาพครับ

seo กับ keyword ไทย

 

จะเห็นได้จากภาพว่า อยู่อันดับที่ 6 ในหน้าแรกของ Google.co.th ถ้าเรามาวิเคราะห์กันให้ลึกกว่านั้นจะพบว่า อะไรทำให้ seo กับ keyword ไทย ที่ใช้ facebook ถึงทำอันดับได้ดีขนาดนี้ โดยปัจจัยหลักๆเลยก็คือ

1. ความยากง่ายของ keyword คำนี้

2. ความเป็น authority ของตัว Facebook เองที่มีค่ามากๆ

โดยส่วนตัวผมแล้วผมมองว่าเพียง 2 สิ่งนี้ก็ทำให้ “seo กับ keyword ไทย” ที่ใช้ Facebook ทำ ทะยานอยู่หน้าแรกในผลการค้นหาได้สบาย ที่นี้ถ้าเป็น Website ส่วนตัวหละ จะสามารถทำได้ไม๊ ผมว่าบทความนี้เป็นคำตอบให้ทุกท่านได้เป็นอย่างดีนะครับ ^^

 

Big Picture สิ่งที่เราจะเป็นในอนาคต

deckchair-343265_640คุณเคยคิดไหมครับว่าในอีก 10 20 30  หรือ 40 ปีข้างหน้า คุณอยากจะมีชีวิตแบบไหน อยากใช้ชีวิตยังไง ถ้ายัง คุณควรจะคิดได้แล้วครับ

คนกลุ่มนึงที่กระทำสิ่งใดสิ่งนึง แล้วล้มเลิกไปกลางทาง หรือพอทำไม่สำเร็จก็หยุดไป กับคนอีกกลุ่มนึง ที่ถึงแม้พวกเขาจะยังทำไม่สำเร็จในครั้งแรก แต่เขาก็ยังไม่หยุดที่จะทำ จนกระทั่ง ประสบความสำเร็จ คุณว่าคน 2 กลุ่มนี้ต่างกันอย่างไรครับ สำหรับผม ผมว่าคนกลุ่มแรกเขาไม่มีภาพในอนาคตครับว่า ถ้าทำสำเร็จแล้วเราจะได้อะไร ยกตัวอย่างเช่น พนักงานประจำที่อยากจะออกมาเป็นเจ้าของกิจการ ความคิดหลักๆ ส่วนมากคือ เบื่องานประจำ อยากมีอะไรทำเป็นของตัวเอง อยากมีเวลา ซึ่งความคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งผิดครับ แต่ถามว่าถูกไหมนั้น ผมว่าไม่ เพราะถ้าคุณออกมาแล้ว และได้ทำในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ว่าถ้ามันไม่สำเร็จหละครับ กิจการเจ๊ง ขาดทุนหรือประสบปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถทำต่อไปได้ คุณจะทำอย่างไร ทางออกในเรื่องนี้คือกลับไปทำงานประจำ จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ถูกตั้งแต่ความคิดตอนแรกของคุณแล้วครับ ผมจะยกอีกตัวอย่างนึงให้ดู พนักงานประจำอีกคนนึงมีความฝันว่า อีก 10 ปี เขาจะต้องมีบ้านกับรถ ให้ครอบครัวของเขาอยู่อย่างมีความสุข เขามองดูแล้วว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ช่วยให้เขาไปถึงภาพในอนาคตของเขาได้ เขาจึงตัดสินใจออกจากงานประจำ เพื่อพาตัวเองไปกระทำในสิ่งที่สามารถทำให้ภาพในอนาคตของเข้านั้นเป็นจริงได้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่สำเร็จ แต่ว่าเขายังมีภาพใหญ่ในอนาคต ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการทำงาน การดำเนินชีวิตของเขาไว้ เขาก็จะหาทางทำให้ภาพใหญ่ในอนาคตของเขาให้สำเร็จจนได้ พนักงานคนแรกต่างจากคนที่สองคือ เขาไม่มีภาพในอนาคตที่ตัวเขาอยากจะเป็นครับ พอสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันพังไป ก็เหมือนเรือที่ลอยอยู่ในทะเลแต่ไม่มีจุดหมาย ไม่ต่างกับชีวิตเราครับ เราควรมีที่จะมีภาพในชีวิตเราในอนาคตไว้ก่อนครับ แล้วมองว่าปัจจุบันที่เราเป็นอยู่สามารถทำให้ภาพของเราเป็นจริงได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วครับ ไม่อย่างนั้นภาพใหญ่ของคุณก็เป็นแค่ภาพในความคิด เพราะคุณไม่ลงมือวาดมันเสียที

แล้วตอนนี้คุณมีภาพใบใหญ่ของคุณหรือยังครับ

 

 

Subdomains VS Subdirectories และ ความต่าง

Subdomains-vs-Subfolders

บทความนี้ผมแปลมาจาก www.mattcutts.com/blog/subdomains-and-subdirectories หรือพูดง่ายๆก็คือเป็นบทความของ Matt Cutts หัวหน้าปราบปรามเว็บไซต์แนวสแปมของ Google นั้นเอง โดยพูดถึงเรื่องของ Subdomains และ Subdirectories (Subfolders และ Subcategories)  ลองอ่านกันดูครับ

มันเป็นเรื่องเสียเวลามากในการถกเถียงกับว่าจะเรียก URL ของ เว็บไวต์แบบ subdomain.example.com/subdirectory ว่าเป็นแบบ  Subdomains หรือ Subdirectories ถ้าหากคุณยังไม่เข้าใจเรื่องนี้หรือยังไม่แน่ใจ ลองดูที่ tutorial on the parts of a URL

ในกรณีที่คุณใส่เนื้อหาใน subdirectories คุณสามารถที่จะโยกย้านมันไปยัง subdirectories อื่นได้อย่างง่ายได้ ต่างกับแบบ subdomains ที่สามารถทำได้ยากกว่า ซึ่งตอนผมสร้าง blog ครั้งแรก ผมก็ใช้แบบ subdirectories ในการเขียน blog เหมือนกัน (mattcutts.com /blog/) ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดูง่ายที่สุด หรือจะดูตัวอย่างง่ายๆ เช่น

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (ปี 2007) Google ได้ใช้สิ่งที่เรียกว่า Host Crowding ในการเก็บผลการค้นหามาแสดง ซึ่งมันทำงานได้ดีมากในการแสดงผล 1-2 ผลลัพพธ์จากแต่ละ subdomains แต่เราก็ได้รับการแจ้งมาว่า ในผลลัพธ์การค้นหาบางประเภท ผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาแสดงผลลัพธ์ของ Domain นึงมากเกินไป (ex. url ของสินค้า amazon) ดังนั้นเราเลยเปลี่ยนวิธีจัดลำดับผลการค้นหาแบบใหม่ขึ้นมา

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผลลัพธ์การค้นหาทั้งหมด เนื่องจากถ้าคำค้นหานั้นเป็นคำที่เฉพาะจริงๆ เช่น IBM เราก็จะแสดงผลลัพธ์ของเว็บไซต์ ibm.com ใน 1 หน้ามากกว่าเว็บไซต์อื่น เนื่องจากเราคาดว่าผู้ใช้ที่ค้นหาคำว่า IBM น่าจะต้องการเรื่องที่เกี่ยวกับเวบไซต์ IBM จริงๆ ซึ่งจริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นมาได้ 2 อาทิตยืแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสงสัยสิ่งที่เกิดขึ้นเลย และเหตุผลเดียวที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูดคือ มีคนถามผมว่า Subdomains หรือ  Subdirectories ดีกว่ากัน

โดยส่วนตัวแล้วผมนิยมชอบใช้ subdirectories ในเว็บไซต์ผมมากกว่า ส่วน subdomains นั้นผมจะใช้ในกรณีที่เนื้อหาที่เราจะใส่ในเว็บไซต์ของเรานั้นแตกต่างจากเว็บไซต์หลักของเราโดยสิ้นเชิง อย่างเช่น google.com ก็ได้ใช้ subdomains ในการแยกความแตกต่างของผลิตภัณฑ์แต่ละตัวออกจากกันเช่น translate.google.com, news.google.com หรือ maps.google.com เป็นต้น ดังนั้นหากคุณเป็น นักทำเว็บไซต์หรือนักทำ SEO มือใหม่ ผมขอแนะนำให้ใช้ subdirectories จนกว่าคุณจะมั่นใจในโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นคุณน่าจะตัดสินใจได้แล้วว่าโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณแบบไหนที่เหมาะสำหรับเว็บไซต์ของคุณเอง

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับบทความแปลนี้ หวังว่าจะได้ idea ในการวางโครงสร้างเว็บไซต์ไปไม่มากก็น้อยนะครับ ถึงบทความนี่จะเก่าไปหน่อย แต่รับรองว่าใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยแน่นอน แล้วพบกันบทความหน้าครับ

ความสัมพันธ์ของเวลา

time

เวลาเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งรอบๆตัวของเราอย่างมาก เวลาไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ใช้อ้างอิง แต่เวลาเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ เรามักจะนำเรื่องราวต่างๆ มาเทียบกับเวลาหรือคิดว่าเวลาเป็นสิ่งสมมุติเพื่อใช้อ้างอิง ซึ่งความเป็นจริงแล้วเวลานั้นมีเอกภาพของตัวเอง เราต่างหากที่เอาตัวเองไปเทียบกับเวลา

เวลาสามารถเดินเร็วขึ้นหรือเดินช้าลงได้ โดยเรื่องนี้มีการพิสูจน์มาแล้วหลายครั้ง อย่างเช่นกรณีของการนำนาฬิกาอะตอมไปไว้ในตู้เย็น เมื่อผ่านไปสักช่วงนึงเราจะพบได้ว่า นาฬิกาอะตอมในตู้เย็นเดินช้ากว่านาฬิกาอะตอมนอกตู้เย็น หรือจะพูดถึงทฤษฏีสัมพันธภาพของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่มีใจความว่า หากเรายิ่งเดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงเท่าไหร่ เวลาก็จะเดินช้าลงเรื่อยๆ ลองสมมุติว่าเราได้ทำการทดลองกับฝาแฝดคู่นึง โดยทิ้งคนแรกไว้บนแรก และนำคนที่สองขึ้นไปในยานอวกาศซึ่งยานลำนั้นเคลื่อนที่โดยความเร็วเท่ากันแสง แล้วเคลื่อนที่โคจรโลกรอบเป็นเวลา 1 ปีค่อยกลับมายังโลก เราจะเห็นว่าแฝดคนที่อยู่บนโลกนั้นกลายเป็นคนแก่ไปแล้ว ส่วนคนบนยานลำนั้นอายุเพิ่งผ่านไป 1 ปีเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าเวลานั้นมีอยู่จริง

เวลากับตัวเรา ในบางครั้งตัวเราอาจรู้สึกว่าเวลาเดินช้า หรือเดินเร็วโดยตัวของเราเอง ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมหัศจรรย์ของเวลา แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกของเราเองล้วนๆ มนุษย์เรายังไม่มีอำนาจพอที่จะสามารถควบคุมเวลาได้ตามต้องการ (ถ้าหากทำได้คงมีเครื่องย้อนเวลาหรือ Time Machine ไปแล้ว) แต่มนุษย์มีอำนาจพอที่จะกำหนดหรือสะกดจิตใจตัวเองให้ไม่นึกถึงเรื่องของเวลาไปได้ ตัวอย่างบางกรณีเราจะเห็นได้จากเวลาเราตั้งใจทำงานชิ้นใดสักชิ้นนึงมากๆ หมกหมุ่นจนทำงานเสร็จ แต่พอเราเงยหน้ามาดูนาฬิกา ปรากฏว่าเวลานั้นได้ผ่านไปได้ไม่นานจากตอนเริ่มต้น หรืออีกกรณีนึงตอนเวลาเรากึ่งกลับกึ่งตืน เมื่อนาฬิกาปลุกดัง เราลุกขึ้นมากดมันหยุดไว้ชั่วขณะแล้วงีบหลับต่อ หลังจากนั้นนาฬิกาปลุกได้ดังอีกครั้ง เรารู้สึกได้ว่าเวลาที่เราได้งีบไปนั้นนานมาก ซึ้งแท้จริงแล้วเวลาได้ผ่านไปเพียง 5 นาทีเท่านั้นเอง

 

จอมยุทธพเนจร

นานมากแล้วมีจอมยุทธฝึกหัดคนนึง ได้ออกเดินทางฝึกวิทยายุทธ หวังว่าจะเป็นหนึ่งในเจ้ายุทธภพในซักวัน เขาเลยได้เดินทางเสาะแสวงหาสุดยอดวิชาจากสำนักต่างๆเพื่อฝึกปรือฝีมือ สำนักแรกที่จอมยุทธผู้นั้นได้ลองคือสำนัก “แอด เอน เซ” เนื่องจากได้ไปเห็นปรมาจารย์ของสำนัก แอด เอน เซ แสดงกระบวนท่า “หมื่นดัชนีตำลึงทอง” เข้าให้ เขาเลยได้เริ่มฝึกกระบวนท่าของสำนัก แอด เอน เซ ไปซักพักก็พบว่า กระบวนท่าของสำนัก แอน เอน เซ ช่างไม่ดุดันเสียนี่กระไร ท่านปรมาจารย์คงบอกเคล็ดลับให้ไม่หมดเป็นแน่แท้ เขาเลยแอบปรีกตัวของจากสำนัก แอด เอน เซ ไปอย่างเงียบๆ จนมาวันนึง เขาก็ได้ไปพบกับสำนักแห่งใหม่ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายนามว่า “อะ หม่า ซอน” พอไปถึงสำนักก็เห็นปรมาจารย์ทางด้านนี้หลายคนแสดงกระบวนท่า “หมื่นตำลึงหมัดเมา”  แล้วก็เห็นลูกศิษย์ของสำนัก อะ หม่า ซอน หลายคนสำเร็จวิชา “พันตำลึงหมัดเมา” กันอย่างล้นหลาม จอมยุทธผู้นี้จึงฝึกวิชาอยู่ที่สำนักแหน่งนี้ ซึ่งผ่านไปเพลานึง เขาก็สำเร็จวิชา “ร้อยตำลึงหมัดเมา” แต่กระนั้นเองมีข่าวแว่วมาว่า สำนัก “เป๊ะ เด๊ะ โล้ว” สำนัก “วิ ลิ” สำนัก “โป๊ ป้า เล้ว” และสำนัก “เป๊ะ ซัก โต้ว” นั้นมีคนสำเร็จวิชา “พันตำลึงพายุวิหก” กันได้อย่างง่ายได้ พอได้ยินดังนั้นจอมยุทธผู้ซึ่งพึ่งสำเร็จวิชา ร้อยตำลึงหมัดเมาก็ลาออกจากสำนัก พร้อมร่ำลาเพื่อนร่วมสำนักและกล่าวว่า

“พวกเจ้าหนะ ฝึกต่อไปที่นี้อีกสิบปี ก็ไม่มีทางสำเร็จสุดยอดวิชา หมื่นตำลึงหมัดเมาไปได้หรอก ข้าไม่อยากจมปลักกับพวกเจ้า ข้าขอลา”

ss (2557-05-04 at 04.36.23)

แล้วจอมยุทธฝึกหัดผู้นี้ก็เดินจากไป พอเวลาผ่านไปแรมปีปรากฏว่า จอมยุทธฝึกหัดผู้นี้สามารถใช้กระบวนท่าด้ของทุกสำนักวิชา แต่ทว่า กระบวนท่าที่แสดงออกมานั้นช่างไร้พลังเสียนี่ แม้แต่จะสู้กับปีศาจ “เงิ้น ช๊น เดื้อน” ที่อ่อนแอ่ที่สุดก็ยังทำไม่ได้ ทำให้จอมยุทธผู้นี้หมดความมั่นใจในการฝึกวิชาเพื่อจะเป็นเจ้ายุทธภพเป็นอย่างมาก จึงได้ไปพำนักพักที่ริมลำธารแห่งนึง พอนั่งคล้อยจะหลับ ปรากฏว่าเขาได้เจอเพื่อนร่วมสำนัก “อะ หม่า ซอน” ที่เขาจากลามา จึงได้มีการพูดคุยกัน มันทำให้เขาทราบว่า เพื่อนร่วมสำนักผู้นี้ได้สำเร็จวิชาในระดับ พันตำลึงหมัดเมาแล้ว แล้วทำให้เขาเกิดความละอายต่อเพื่อนของเขามากที่เขายังไปได้ไม่ถึงไหน เขาเลยกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ตามเพื่อนเขาไปฝึกวิชาที่สำนัก อะ หม่า ซอน เหมือนเดิม จนเวลาผ่านไปแรมปี เขาก็สามารถสำเร็จวิชา พันตำลึงหมัดเมาได้ และพอตอนท้ายที่สุด เขาก็สำเร็จวิชา หมื่นตำลึงหมัดเมาและได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในเจ้ายุทธภพคนนึง และนั้นเองทำให้เขาค้นพบว่า

“การจะเป็นเจ้ายุทธภพนั้น ไม่ได้จำเป็นต้องเก่งทุกกระบวนท่าวิชาของทุกสำนัก แต่ขอเพียงแค่ฝึกปรือกระบวนท่าเดียวจนช่ำชอง แม้จะเจอกับกระบวนท่าวิชาของสำนักใดเราก็สามารถรับมือได้อย่างสูสี” 

ss (2557-05-04 at 04.38.15)

ท่านผู้อ่านว่า เรื่องจอมยุทธพเนจร ต้องการจะสอนอะไรเราครับ ลองไปคิดกันดู

1 เดือนครึ่ง จาก 0 ถึง ? กับ Admob

จริงๆแล้วผมเริ่มทำ Mobile Apps มาประมาณ 3 เดือนครึ่งได้ (เริ่มส่ง Apps วันแรก 17/12/56) เริ่มจากได้วันละ $0 – $3 มาเป็นระยะเวลาเกือบๆ 2 อาทิตย์ (ทำแบบไม่ได้วิเคราะห์อะไรเท่าไหร่ อยากทำ Apps ไหนก็ทำ) จนในที่สุดรายได้มันน้อยจึงหันมาทำ Apps แบบสายดำอยู่ราวๆ 2 อาทิตย์ จากวันละ $x ก็ขยับมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันระ $x0 แต่ก็โดน Play Store เเบนจนได้ เพราะทำสายดำ TM นั้นเอง (Admob ยังอยู่ดี) จนหยุดทำไปราวๆ อาทิตย์นึง หลังจากนั้นเริ่มทำใหม่ ทำแบบใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น แล้วก็ได้คำแนะนำมาจาก ท่านจอมมารกระดุ๊กกระดิ๊ก สุดยอดปรมาจารย์สายดำแห่งยุค กับ Gabriel Machuret ที่ฟังแล้วน่าสนใจมาประกอบขึ้นเป็นวิทยายุทธตนเอง ตอนกลับมาทำใหม่ผมเริ่มส่ง Apps วันที่ 16/2/57 เริ่มใหม่จาก 0 จนปัจจุบันก็ตามภาพ (เอาภาพออกแล้วนะครับ)

 

 

จริงๆแล้วรายได้หรือยอดของผมขี้มดมากๆ เมื่อเทียบกับเทพๆหลายคน เอาไว้ซักวันผมจะตามไปให้ถึง ($x,xxx++)

ที่เอามาให้ดูนี้ไม่ได้ให้ตาลุกวาว แต่ผมต้องการจะสื่อว่า ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ใช้สติในการทำงานและเชื่อว่าเราทำได้ ความสำเร็จไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน แล้วพบกันใหม่ครับ